ครูในฐานะเป็นนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม

พื้นฐานความคิด (Basic Assumptions) ในทางวิทยาศาสตร์พฤติกรรมที่ครูควรจะยึดถือเป็นหลักมีดังต่อไปนี้

          - พฤติกรรมของบุคคลแต่ละอย่างจะต้องมีสาเหตุ
          - พฤติกรรมหนึ่งอาจจะมาจากสาเหตุได้หลายอย่าง ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
          - พฤติกรรมอย่างเดียวกัน อาจจะเนื่องมาจากสาเหตุต่างชนิดกัน

     อาจกล่าวได้ว่าพฤติกรรมของแต่ละบุคคลจะเปลี่ยนไปถ้าหากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ถ้าหากครูพยายามนึกอยู่เสมอว่าพฤติกรรมทุกชนิดจะต้องมีสาเหตุ การพยายามศึกษาหาสาเหตุของพฤติกรรมก็เป็นวิธีช่วยนักเรียนที่มีปัญหาได้ สรุปแล้วลำดับขั้นของการศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนมีดังต่อไปนี้

     1. ครู จะต้องทราบก่อนว่าควรศึกษาพฤติกรรมอะไร และควรจะให้คำจำกัดความของพฤติกรรมนั้น
     2. ควรหาตัวแปรที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมนั้น
     3. ควรหาวิธีการเก็บข้อมูล เพื่อที่จะทราบว่าตัวแปรแต่ละอย่างมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนั้น ๆ อย่างไร

     ในเรื่องที่เกี่ยวกับการช่วยนักเรียนให้พัฒนาบุคลิกภาพนั้น ครูจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรม คือ พยายามฝึกหัดตนเองไม่ควรตัดสินเกี่ยวกับสาเหตุพฤติกรรมอย่างปัจจุบันทันด่วน ครูควรพยายามหาสาเหตุโดยตั้งเป็นสมุมติฐานหลาย ๆ อย่างแล้วหาข้อมูลมาพิสูจน์

    ตัวอย่างการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมการขโมยของเด็กชาย ก. อาจจะมีดังต่อไปนี้
          1. เด็กชาย ก. ขโมยเงินเพราะต้องการซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น เสื้อผ้า ของใช้
          2. เด็กชาย ก. เอาเงินไปเพราะต้องการใช้เงินไปเที่ยวหลักจากเลิกเรียนแล้ว
          3. เด็กชาย ก. ขโมยเงินเพราะโกธรทางบ้าน เลยขโมยเพื่อจะให้พ่อแม่กลุ้มใจ
          4. เด็กชาย ก. ขโมยเงินเพื่อซื้อของแจกเพื่อน เพื่อให้เพื่อนชอบตน

     วิธีการที่ครูหาข้อมูลก็มีหลายวิธี แต่ควรเลือกวิธีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเด็กชาย ก. เท่านั้น และสังเกตจากพฤติกรรมของนักเรียนในขณะที่อยู่ที่โรงเรียนเป็นต้นว่า เด็กชาย ก. มีของใช้ครบหรือไม่ ถามผู้ปกครองเด็กชาย ก. ว่าใครเป็นผู้ซื้อของให้นักเรียน นอกจากนั้นเด็กชาย ก . ได้เงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารถก็ไม่ต้องเสีย อาหารเข้าก็รับประทานจากบ้าน อาหารกลางวัยก็รับประทานที่โรงเรียน ทางบ้านให้เงินวันละ 20 บาท ถ้าครูทราบเช่นนี้ก็อาจจะคิดว่าสมมติฐานข้อ 1 คงจะไม่สามารถเป็นสาเหตุพฤติกรรมขโมยของเด็กชาย ก. ได้

     สำหรับสมมุติฐานข้อ 2 เด็กชาย ก. เอาเงินไปเที่ยวหลังจากเลิกเรียนแล้วนั้น ถ้าความจริงมีอยู่ว่า เด็กชาย ก. ถึงบ้านราว ๆ บ่าย 4-5 โมง เพราะมีรถมารับที่โรงเรียนทุกวัน หลังจากนั้นก็ตรงไปบ้าน สมมติฐานข้อ 2 ก็ใช้ไม่ได้

     สำหรับสมมติฐานข้อ 3 นั้น อาจจะหาข้อมูลจาก เด็กชาย ก. โดยสัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ของเด็กชาย ก. กับ พ่อ แม่ พี่น้อง ว่ามีความสัมพันธ์อย่างไร เพราะเด็กชาย ก. เป็นลูกชายเดียว สมมติฐานข้อ 3 ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้

     ส่วนสมมติฐานข้อ 4 นั้น การปฏิสัมพันธ์ของเด็กชาย ก. และเพื่อน ๆ นอกจากนี้อาจจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า สังคมมิติ (Sociometric Techniques) เพื่อช่วยให้ได้ข้อมูลก็ได้ โดยสร้างสถานการณ์การนั่งรถไปแข่งขันฟุตบอลนอกสถานที่ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น จากข้อมูลที่ได้ ปรากฏว่าเด็กชาย ก. ไม่มีใครเลือกเลย นอกจากนี้ครูเคยจำได้ว่า เด็กชาย ก. เคยเอาของแพง ๆ มาฝากเพื่อน ครูก็สรุปได้ว่าสาเหตุของพฤติกรรม "ขโมย"ของเด็กชาย ก. มาจากการไม่มีเพื่อน และอยากให้เพื่อนรัก จึงขโมยเงินทางบ้านมาซื้อของให้เพื่อน เพื่อจะให้เพื่อนรักตน ครูจะช่วยเด็กชาย ก. ได้อย่างไร

     1. ครูพยายามสังเกตศึกษาพฤติกรรมของเด็กชาย ก. ต่อไปว่าพฤติกรรมอะไรที่ทำให้เพื่อนรังเกียจที่
จะเป็นเพื่อนด้วย
     2. ครูควรใช้ข้อมูลจากสังคมมิติให้เป็นประโยชน์ โดยดูว่าเด็กชาย ก. มีความรักและรู้สึกสนิทสนม
อยากเป็นเพื่อนกับใครเป็นพิเศษ เมื่อทราบแล้วครูควรจะพยายามพูดกับนักเรียน 3 คนที่เด็กชาย ก. เลือก โดยขอความร่วมมือให้ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กชาย ก.
     3. ครูควรอธิบายให้ทางบ้านทราบถึงสาเหตุที่เด็กชาย ก. ขโมยเงิน และขอความร่วมมือจากทางบ้านให้ช่วย
เด็กชาย ก. ปรับปรุงตัวเอง เพื่อจะได้มีเพื่อน

     ในการศึกษาและสังเกตของครู พบว่าลักษณะนิสัยของเด็กชาย ก. ที่เพื่อนไม่ชอบคือ

          1) โมโหง่าย
          2) ค่อนข้างจะคิดถึงตนเองมากกว่าคนอื่น
    สรุปได้ว่า พฤติกรรมขโมยของนักเรียนสาเหตุแตกต่างกัน

     จากตัวอย่างข้างบนนี้ ผู้ที่เป็นครูควรพยายามเป็นนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม ไม่ควรจะตัดสินใจอย่างรีบด่วนหรือยึดความคิดเห็นของตน ตัวอย่างเช่น ถ้าครูสังเกตว่าเด็กชาย ข. ไม่เคยยกมือตอบหรือถามคำถามเลย และสรุปว่าเป็นเพราะเด็กชาย ข. ขี้อาย ก็จะไม่มีประโยชน์ ครูควรจะศึกษาว่าเหตุใด เด็กชาย ข. จึงไม่เคยยกมือตอบหรือถามคำถามในชั้นเลย ถ้าจะช่วยเด็กชาย ข. ควรจะเน้นในปัญหาที่ว่า เด็กชาย ข. ไม่เคยยกมือตอบคำถามและร่วมกิจกรรมในห้องเรียน ผลจากการศึกษาอาจจะเป็นเพราะเด็กชาย ข. เคยถูกครูดุเวลาตอบคำถามไม่ถูกในปีที่แล้ว ๆ มาครูก็อาจจะแก้ให้โดยบอกกับเด็กชาย ข. เป็นส่วนตัวว่าขอให้ยกมือตอบคำถามของครูถ้าทราบ จะเป็นการให้กำลังใจแก่เด็กชาย ข. และเป็นข้อจูงใจให้ยกมือตอบหรือถามคำถามต่อไป
จัดทำโดย
 
นาย กฤษณ์     วาเพชร  รหัส 521153201

Comment

Comment:

Tweet